การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปี2555-2557

อ้างอิง: พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐)พ.ศ. ๒๕๕๔ (พรฎ.530)  วัตถุประสงค์: เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและจูงใจการลงทุนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศ อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนให้มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สอดคล้องกัน  หลักการ: ลดอัตรภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ (อ้างอิง (ก) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร)ดังนี้  ระยะเวลา: รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป เป็นเวลา 3 รอบบัญชี เช่น             – วันสิ้นรอบบัญชีคือ 31 ธันวาคม   รอบบัญชีแรกที่เข้าเงื่อนไขคือ 31 ธันวาคม 2555-31 ธันวาคม 2557             – วันสิ้นรอบบัญชีคือ 30 มิถุนายน   รอบบัญชีแรกที่เข้าเงื่อนไขคือ 30 มิถุยายน 2556-30 มิถุนายน 2558 เงื่อนไข: 1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท (มาตรา6แห่งพรฎ. 530)             – กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (มาตรา7)             – กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 150,000 แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 (มาตรา6(1))             – กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท เสียภาษีในดังนี้                    ๐ อัตราร้อยละ 23 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (มาตรา6(2)(ก))                    ๐ อัตราร้อยละ 20 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป (รอบบัญชี 2556และ 2557) (มาตรา6(2)(ข))  หมายเหตุ หากนิติบุคคลตาม1. มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีเกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีเกินสามสิบล้านบาทสิทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และสิทธิในการเสียภาษีในอัตราร้อยละ15 ถือว่าสิ้นสุดลงในรอบบัญชีดังกล่าว               2. บริษัทนอกเหนือจาก1.                    ๐ อัตราร้อยละ 23 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (มาตรา5(1))                    ๐ อัตราร้อยละ 20 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป (รอบบัญชี 2556และ 2557) (มาตรา5(2))

ข้อเพิ่มเนื้่อหาเรื่องการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปี2555-2557 ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่530/2554
มาตรา ๔ ในพระราชกฤษฎีกานี้
?ขาย? หมายความว่า จำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า โดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการ ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
?สินค้า? หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น
?บริการ? หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า
มาตรา ๘ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้ ตามมาตรา ๖ และการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา ๗ ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินห้าล้านบาท และต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน สามสิบล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

เนื้อหาของบทความนี้เป็นการขยายความ มาตรา๔ และมาตรา๘ ที่กำหนดความหมายการขายสินค้าและการให้บริการ และเงื่อนไขในการลดอัตราภาษีของกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทซึ่งกระทบโดยตรงกับธุรกิจขนาดย่อม จึงต้องตีความหมายของการขายตามความหมายที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้

ตาม ความเห็นส่วนตัว (อาจต้องยืนยันจากแหล่งอื่นด้วย) รายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการไม่เกินสามสิบล้านบาท ให้พิจารณาเฉพาะรายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการเท่านั้น  หาก นิติบุคคลใดมีรายได้อื่นเช่น เงินปันผล, รายได้จากการขายทรัพยสิน ไม่นับรวมในความหมายของคำว่ารายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ นอกจากนี้ยังมีรายได้ประเภทอื่นเช่นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่าง ประเทศ, กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้, ดอกเบี้ยรับจากธนาคารหรือจากการให้กู้ยืมบุคคลหรือนิติบุคคล ฯ
นิติบุคคลที่เข้าข่ายธุรกิจขนาดย่อม ต้องระวังเรื่องการนับรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลจากกรมสรรพากรโดยตรงในเรื่องนี้ หากมีการอบรมสัมนาบริษัทควรสอบถามจากผู้ให้การอบรม หรือติดต่อกรมสรรพากรเป็นกรณีไปครับ คงไม่สามารถให้ความชัดเจนในบทความนี้ได้ทั้งหมดครับ

ในส่วนของธุรกิจ ที่ไม่ใช่ธุรกิจขนาดย่อม และใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่12 เรื่องภาษีเงินได้ ย่อมได้รับผลกระทบจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี

สภาวิชาชีพบัญชีได้ออกคำชี้แจงเกี่ยวกับกำรเปลี่ยนแปลงอัตรำภำษีเงินได้นิติบุคคล ตามที่ได้คัดบางส่วนจากคำชี้แจงเพื่อให้ครบถ้วน
“…มาตรฐาน การบัญชี ฉบับที่ 12 เรื่อง ภาษีเงินได้ ย่อหน้าที่ 47 กาหนดให้กิจการวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ด้วยอัตราภาษีสาหรับงวดที่กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์และ หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีในงวด ที่กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีหรือ ในงวดที่กิจการคาดว่า จะจ่ายชาระหนี้สิน โดยใช้อัตราภาษีที่มีผลบังคับใช้อยู่ หรือที่คาดได้ค่อนข้างแน่ว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นรอบระยะเวลารายงาน
สภา วิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พิจารณาในเรื่องนี้แล้ว มีความเห็นว่า อัตราภาษีที่ คาดได้ค่อนข้างแน่ที่ควรนามาใช้ในการวัดมูลค่าของสินทรัพย์และหนี้สินภาษี เงินได้รอการตัดบัญชี ควรเป็นอัตราร้อยละตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ กล่าวคืออัตราร้อยละ 23 สาหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2555 และร้อยละ 20 สาหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2556 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น”

เกี่ยวกับ dangsc

To be a good man for family and society.
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ภาษีเงินได้นิติบุคคล คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปี2555-2557

  1. jsmwavelets พูดว่า:

    Good information.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s