สอบถามเรื่องบัญชี

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส

ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส (ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ภงด3 หรือภงด53)
คำ ถาม: บริษัท ก. จำกัด ได้ยื่นคำร้อง (แบบ ค.10) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2539 ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งถูกหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2535 เป็นเงิน 13,089,049.73 บาท อยากทราบว่าบริษัท ก. จำกัด มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนภายในกำหนด 3ปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดการยื่นแบบหรือไม่
ตอบ: การขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกำหนดเวลาการขอคืนภาษีอากรอยู่ 2 มาตรา คือมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 สรุปได้ดังนี้ มาตรา 27 ตรี ?…ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด? มาตรา 63 ?บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป?
ประเด็นนี้จึงต้อง พิจารณาว่าจะใช้มาตรา 27 ตรี หรือ มาตรา 63 ในการคำนวณระยะเวลา 3 ปี ซึ่งการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถามเป็นภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส จึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 63 มาใช้โดยอนุโลม บริษัทยื่นคำร้อง (แบบ ค.10) วันที่ 28 มีนาคม 2539 ระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2535 ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งปี (31 ธันวาคม 2538) ตามมาตรา 63บริษัทฯ จึงหมดสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืนจากกรมสรรพากร
การหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 เตรสมีกฎกระทรวงและคำสั่งกรมสรรพากรประกอบด้วย
กฎกระทรวงฉบับที่ 144
คำ สั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528   เรื่องสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.101/2544   เรื่องสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544   เรื่องสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา40 แห่งประมวลรัฎษากรมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.115/2545   เรื่องสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.117/2545   เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.130/2546   เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร
คำ สั่งกรมสรรพากรที่ ป.8/2528      เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินค่าจ้างทำของให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.20/2531      เรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินค่าจ้างทำของ
คำ สั่งกรมสรรพากรที่ ป.91/2542      เรื่อง ความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส มาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ และการหักภาษี ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
คำสั่งกรม สรรพากรที่ ป.114/2545   เรื่อง การจ่ายเงินตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย(Interest rate swap) และสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Cross currency swap)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.120/2545   เรื่องการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย
อ้างอิง:เลขที่หนังสือ: กค 0811/07926 วันที่: 8 มิถุนายน 2541

เนื้อเรื่องย่อ | Posted on by | ใส่ความเห็น

การหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีพนักงานเบิกเงินทดรองจ่ายไปจ่ายค่าจ้างทำของ

1.   ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีพนักงานบริษัทยืมเงินทดรองไปจ่ายค่าจ้างทำของ
คำ ถาม: พนักงานของบริษัทได้เบิกเงินทดรองของบริษัทฯ จำนวน 20,000 บาท เพื่อนำไปจ่ายค่าจ้างตรวจสอบความเที่ยงตรงของอุปกรณ์เครื่องมือในห้อง Lab ให้บริษัท ก. จำกัดโดยบริษัทฯ มิได้ออกใบสั่งจ้างเนื่องจากยังไม่ทราบจำนวนเงิน (เมื่องานเสร็จแล้วจึงจะทราบ)  บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528หรือไม่

คำตอบ: บริษัทฯ ไม่ได้ออกใบสั่งจ้างเนื่องจากยังไม่ทราบจำนวนเงิน พนักงานได้ยืมเงินทดรองของบริษัทฯ เพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้กับบริษัท ก. แล้วจะนำหลักฐานมาหักล้างเงินยืมนั้น การที่บริษัทฯ อนุมัติการยืมเงินทดรองของพนักงานนั้นมิใช่การอนุมัติสั่งจ้างบริษัทฯ ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย           หากเป็นกรณีที่บริษัทฯ ได้ออกใบสั่งซื้อหรือสั่งจ้างโดยตรง แต่ให้พนักงานยืมเงินทดรองไปจ่ายให้กับผู้ขายหรือผู้รับจ้างตามใบสั่งซื้อ หรือสั่งจ้างนั้นบริษัทฯ จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 8(2) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ท.ป.4/2528 ฯ
ที่มา เลขที่หนังสือ: กค 0811/07875 วันที่: 8 มิถุนายน 2541

โพสท์ใน ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย | ใส่ความเห็น

การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปี2555-2557

อ้างอิง: พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๓๐)พ.ศ. ๒๕๕๔ (พรฎ.530)  วัตถุประสงค์: เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและจูงใจการลงทุนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศ อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนให้มีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่สอดคล้องกัน  หลักการ: ลดอัตรภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ (อ้างอิง (ก) ของ (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร)ดังนี้  ระยะเวลา: รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป เป็นเวลา 3 รอบบัญชี เช่น             – วันสิ้นรอบบัญชีคือ 31 ธันวาคม   รอบบัญชีแรกที่เข้าเงื่อนไขคือ 31 ธันวาคม 2555-31 ธันวาคม 2557             – วันสิ้นรอบบัญชีคือ 30 มิถุนายน   รอบบัญชีแรกที่เข้าเงื่อนไขคือ 30 มิถุยายน 2556-30 มิถุนายน 2558 เงื่อนไข: 1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกินสามสิบล้านบาท (มาตรา6แห่งพรฎ. 530)             – กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (มาตรา7)             – กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 150,000 แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 (มาตรา6(1))             – กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท เสียภาษีในดังนี้                    ๐ อัตราร้อยละ 23 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (มาตรา6(2)(ก))                    ๐ อัตราร้อยละ 20 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป (รอบบัญชี 2556และ 2557) (มาตรา6(2)(ข))  หมายเหตุ หากนิติบุคคลตาม1. มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีเกินห้าล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีเกินสามสิบล้านบาทสิทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และสิทธิในการเสียภาษีในอัตราร้อยละ15 ถือว่าสิ้นสุดลงในรอบบัญชีดังกล่าว               2. บริษัทนอกเหนือจาก1.                    ๐ อัตราร้อยละ 23 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ (มาตรา5(1))                    ๐ อัตราร้อยละ 20 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีถัดมาที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นต้นไป (รอบบัญชี 2556และ 2557) (มาตรา5(2))

ข้อเพิ่มเนื้่อหาเรื่องการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปี2555-2557 ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่530/2554
มาตรา ๔ ในพระราชกฤษฎีกานี้
?ขาย? หมายความว่า จำหน่าย จ่าย หรือโอนสินค้า โดยมีหรือไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน และให้หมายความรวมถึงสัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการ ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว และการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
?สินค้า? หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ที่มีไว้เพื่อขายเท่านั้น
?บริการ? หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า
มาตรา ๘ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีเงินได้ ตามมาตรา ๖ และการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา ๗ ต้องไม่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีใดเกินห้าล้านบาท และต้องไม่มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีใดเกิน สามสิบล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

เนื้อหาของบทความนี้เป็นการขยายความ มาตรา๔ และมาตรา๘ ที่กำหนดความหมายการขายสินค้าและการให้บริการ และเงื่อนไขในการลดอัตราภาษีของกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทซึ่งกระทบโดยตรงกับธุรกิจขนาดย่อม จึงต้องตีความหมายของการขายตามความหมายที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้

ตาม ความเห็นส่วนตัว (อาจต้องยืนยันจากแหล่งอื่นด้วย) รายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการไม่เกินสามสิบล้านบาท ให้พิจารณาเฉพาะรายได้จากการขายสินค้า และการให้บริการเท่านั้น  หาก นิติบุคคลใดมีรายได้อื่นเช่น เงินปันผล, รายได้จากการขายทรัพยสิน ไม่นับรวมในความหมายของคำว่ารายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ นอกจากนี้ยังมีรายได้ประเภทอื่นเช่นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่าง ประเทศ, กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้, ดอกเบี้ยรับจากธนาคารหรือจากการให้กู้ยืมบุคคลหรือนิติบุคคล ฯ
นิติบุคคลที่เข้าข่ายธุรกิจขนาดย่อม ต้องระวังเรื่องการนับรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลจากกรมสรรพากรโดยตรงในเรื่องนี้ หากมีการอบรมสัมนาบริษัทควรสอบถามจากผู้ให้การอบรม หรือติดต่อกรมสรรพากรเป็นกรณีไปครับ คงไม่สามารถให้ความชัดเจนในบทความนี้ได้ทั้งหมดครับ

ในส่วนของธุรกิจ ที่ไม่ใช่ธุรกิจขนาดย่อม และใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่12 เรื่องภาษีเงินได้ ย่อมได้รับผลกระทบจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี

สภาวิชาชีพบัญชีได้ออกคำชี้แจงเกี่ยวกับกำรเปลี่ยนแปลงอัตรำภำษีเงินได้นิติบุคคล ตามที่ได้คัดบางส่วนจากคำชี้แจงเพื่อให้ครบถ้วน
“…มาตรฐาน การบัญชี ฉบับที่ 12 เรื่อง ภาษีเงินได้ ย่อหน้าที่ 47 กาหนดให้กิจการวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ด้วยอัตราภาษีสาหรับงวดที่กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์และ หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีในงวด ที่กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีหรือ ในงวดที่กิจการคาดว่า จะจ่ายชาระหนี้สิน โดยใช้อัตราภาษีที่มีผลบังคับใช้อยู่ หรือที่คาดได้ค่อนข้างแน่ว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นรอบระยะเวลารายงาน
สภา วิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พิจารณาในเรื่องนี้แล้ว มีความเห็นว่า อัตราภาษีที่ คาดได้ค่อนข้างแน่ที่ควรนามาใช้ในการวัดมูลค่าของสินทรัพย์และหนี้สินภาษี เงินได้รอการตัดบัญชี ควรเป็นอัตราร้อยละตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ กล่าวคืออัตราร้อยละ 23 สาหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2555 และร้อยละ 20 สาหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2556 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น”

โพสท์ใน ภาษีเงินได้นิติบุคคล | 1 ความเห็น